สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน เชื่อไหมครับว่าเวลาแต้มกดเข้าไปดูมิวสิควิดีโอเพลงใหม่ของวงที่แต้มชอบอย่าง BLACKPINK หรือ Babymonster บางทีแต้มก็แอบเห็นคอมเมนต์ถามกันบ่อยๆ ว่า "ทำไมต้องมีเวอร์ชั่นญี่ปุ่นด้วย?" หรือ "ทำไม MV มันดูไม่เหมือนเดิม?" แต้มบอกเลยว่าเรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจมากครับ ทั้งในแง่ของธุรกิจและวัฒนธรรมการเสพเพลงที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้ แต้มเอง จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักว่าทำไมเพลง K-pop ต้องมีเวอร์ชั่นญี่ปุ่นครับผม
1. ตลาดเพลงที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
เหตุผลแรกที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ "ขนาดของตลาด" ครับ เชื่อไหมครับว่าตลาดเพลงในประเทศญี่ปุ่นนั้นใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้นเองครับ! ในขณะที่เกาหลีใต้อยู่อันดับที่ 6 ดังนั้นการที่ค่ายเพลงจะพาศิลปินไปบุกญี่ปุ่นจึงเป็นขุมทรัพย์มหาศาล สถิติในปี 2021 บอกว่าญี่ปุ่นทำกำไรจากวงการเพลงสูงถึง 2,727.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียวครับ การทำเพลงเป็นภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นการ "ซื้อใจ" และเข้าถึงฐานแฟนคลับชาวญี่ปุ่นได้โดยตรงนั่นเองครับ
2. วัฒนธรรม "คาวาอิ" VS "เกิร์ลครัช"
สิ่งที่แต้มชอบสังเกตมากคือความต่างของ MV ครับ คุณผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่า MV เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมักจะมีมู้ดแอนด์โทนที่ต่างออกไป? นั่นเป็นเพราะรสนิยมของคนญี่ปุ่นครับ โดยทั่วไปไอดอลหญิงในญี่ปุ่นจะถูกคาดหวังให้มีความ "คาวาอิ" (น่ารักสดใส) เพื่อดึงดูดกลุ่มแฟนคลับที่คลั่งไคล้ความเป็นธรรมชาติ ในขณะที่ฝั่งเกาหลีจะเน้นความเป๊ะ ความสตรอง และเสน่ห์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าครับ
3. เส้นทางที่รุ่นพี่ปูไว้ตั้งแต่ยุค BoA
หากจะย้อนดูที่มา ต้องขอบคุณรุ่นพี่อย่าง BoA ครับที่เป็นศิลปินเกาหลีคนแรกที่ไปสร้างประวัติศาสตร์ครองชาร์ตเพลงในญี่ปุ่นเมื่อปี 2002 ตามมาด้วยวงรุ่นที่ 2 อย่าง Girls' Generation และ BIGBANG ซึ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นเปิดใจรับ K-pop จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสื่อกระแสหลัก ทั้งในรายการวาไรตี้และโฆษณาต่างๆ ครับ
4. กฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวด
อีกหนึ่งเหตุผลคือญี่ปุ่นมีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่แข็งแรงมากครับ การขายแผ่น CD หรือ Merchandise ในญี่ปุ่นยังคงทำรายได้ถล่มทลาย การออกอัลบั้มญี่ปุ่นเฉพาะ (Japanese Original Album) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ค่ายเพลงสามารถทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากกว่าการปล่อยให้คนฟังผ่านสตรีมมิ่งเพียงอย่างเดียวครับ
แต้มมองว่าการมีเวอร์ชั่นญี่ปุ่นถือเป็นกำไรของแฟนคลับอย่างพวกเรานะครับ เพราะเราจะได้เห็นศิลปินในมุมมองใหม่ๆ เห็นภาพลักษณ์ที่แปลกตาออกไป และที่สำคัญคือได้เห็นความพยายามของพวกเขาในการสื่อสารผ่านภาษาที่ต่างออกไปด้วยครับ
นอกจากนี้ คุณผู้อ่านก็สามารถมาพูดคุยกันได้ในช่อง “แสดงความคิดเห็น” ได้เลยนะครับ แต้มเอง เป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจที่แต้มได้ไปเจอมา ทั้งสถานที่ อาหาร การใช้ชีวิต และเรื่องราวการเรียนอีกสารพัด ฝากกดติดตามด้วยนะครับ