สวัสดีครับคุณผู้อ่าน นั่งจิบชาอุ่นๆ ท่ามกลางอากาศเย็นๆ ที่ เมืองเฉิงตู พร้อมกับกลิ่น หม่าล่า ที่ลอยมาตามลมเบาๆ บรรยากาศแบบนี้มันทำให้แต้มนึกถึงตัวเองเมื่อหลายปีก่อนเลยครับ ตอนนั้นแต้มเป็นแค่เด็กคนนึงที่กำตั๋วความฝัน อยากมาเรียนที่ประเทศจีน แต่ในหัวคือว่างเปล่ามาก ไม่รู้จะเริ่มเตรียมตัวจากตรงไหนดี วันนี้ แต้มเอง จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักว่า การเริ่มต้นเตรียมตัวเรียนต่อที่ประเทศจีน ครับผม


ความรู้สึกแรกเมื่อความฝันเริ่มก่อตัว

จำได้เลยว่าตอนแรกที่คิดจะมาจีน แต้มค้นหาข้อมูลใน Google รัวมากเลยครับ อารมณ์ตอนนั้นคือมืดแปดด้านสุดๆ สเต็ปแรกที่แต้มอยากให้คุณผู้อ่านถามตัวเองก่อนเลยคือ คุณผู้อ่านอยากเรียนคณะอะไร และอยากเรียนเป็นภาษาอะไรครับผม

ถ้าคุณผู้อ่านมีพื้นฐานภาษาจีนอยู่แล้วก็ถือว่ายอดเยี่ยมเลยครับ ประตูทุกบานในจีนเปิดรับคุณผู้อ่านอย่างแน่นอน แต่ถ้าใครที่พื้นฐานภาษาจีนยังกรุบกริบแบบแต้มในช่วงแรก แต้มขอแนะนำว่าคุณผู้อ่านก็สามารถเลือกเรียนหลักสูตรอินเตอร์ได้เหมือนกันนะครับ คนพื้นที่บอกแต้มว่า โปรแกรมแบบนี้จะสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเลยครับ ตอบโจทย์คนเพิ่งเริ่มเรียนภาษาจีนมากๆ

วิธีการค้นหาก็ง่ายๆ เลยครับ ลองพิมพ์ชื่อคณะที่อยากเรียน ตามด้วยคำว่า English Taught in China ลงในช่องค้นหา แค่นี้รายชื่อมหาวิทยาลัยก็จะปรากฏขึ้นมาให้คุณผู้อ่านได้เลือกอย่างจุใจแล้วครับ

มหาวิทยาลัยดัง ปะทะ เมืองที่ใช่ เลือกแบบไหนดี

พอคุณผู้อ่านได้คณะที่สนใจแล้ว ทีนี้ก็มาถึงด่านการเลือกมหาวิทยาลัยครับ หลายคนอาจจะโฟกัสไปที่แรงก์กิ้ง หรือมหาวิทยาลัย กลุ่มซีไนน์ (C9 League) ซึ่งแต้มแอบได้ยินเขาเรียกสิ่งนี้ว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยระดับท็อปของจีน อารมณ์ประมาณไอวี่ลีกของฝั่งอเมริกาเลยครับ


แต่สำหรับมุมมองของแต้ม เมืองที่คุณผู้อ่านจะไปใช้ชีวิตอยู่ก็สำคัญไม่แพ้ชื่อมหาวิทยาลัยเลยนะครับ ประเทศจีนกว้างใหญ่มาก วัฒนธรรม สภาพอากาศ และบรรยากาศการใช้ชีวิตของแต่ละเมืองคือคนละโลกเลยจริงๆ อย่างแต้มเลือกมาเรียนที่ เมืองเฉิงตู เพราะแต้มชอบความชิล ความอาร์ต ผู้คนน่ารัก และที่สำคัญคืออาหารอร่อย โดยเฉพาะ หม่าล่า ที่ถูกใจแต้มสุดๆ การใช้ชีวิตที่นี่เลยทำให้แต้มมีความสุขมากๆ ในทุกวันครับ

ในขณะเดียวกัน เพื่อนสนิทของแต้มที่เรียนอยู่ เมืองปักกิ่ง เล่าให้ฟังว่า ที่นั่นคือศูนย์รวมเด็กหัวกะทิ การแข่งขันทางวิชาการจะค่อนข้างสูง บรรยากาศจะมีความกดดันนิดๆ แต่คอนเนคชั่นที่ได้คือระดับชาติเลยนะครับ ส่วนเพื่อนอีกคนที่อยู่ เมืองเซี่ยงไฮ้ ก็บอกว่าเมืองนี้คือศูนย์รวมแสงสีเสียง ความอินเตอร์ และแฟชั่น ทุกอย่างหมุนไวมาก เห็นไหมครับว่าแต่ละเมืองมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง แต้มเลยอยากแนะนำให้คุณผู้อ่านลองหาข้อมูลเมืองที่จะไปอยู่ให้ดีๆ เพราะมันจะส่งผลต่อความสุขตลอดระยะเวลาที่คุณผู้อ่านเรียนอยู่ที่นี่เลยครับผม

วางแผนให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง เรื่องไทม์ไลน์และเอกสาร

มาถึงเรื่องที่หลายคนแอบปวดหัว นั่นก็คือเรื่องเอกสารนั่นเองครับ เคล็ดลับของแต้มคือการเตรียมตัวล่วงหน้าหนึ่งปีเต็ม สมมติว่าคุณผู้อ่านอยากบินมาเรียนเดือนกันยายนปีหน้า ช่วงเดือนตุลาคมของปีนี้ คุณผู้อ่านก็ควรเริ่มหาข้อมูลมหาวิทยาลัยและเตรียมเอกสารได้แล้วนะครับ

เอกสารหลักๆ ที่ต้องใช้ก็หนีไม่พ้นพวกใบรายงานผลการศึกษา ใบจบการศึกษา พาสปอร์ต และผลสอบวัดระดับภาษาครับผม ถ้าคุณผู้อ่านจะเรียนภาคภาษาจีนก็ต้องใช้คะแนน เอชเอสเค (HSK) ส่วนถ้าเป็นภาคอินเตอร์ก็สามารถใช้คะแนน ไอเอลส์ (IELTS) หรือ โทเฟล (TOEFL) ได้เลยครับ

และสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือ เอกสารแนะนำตัว (Study Plan) หรือแผนการเรียนครับ คนพื้นที่บอกแต้มว่า สิ่งนี้แหละคือตัวสะท้อนทัศนคติของเราว่าคุณผู้อ่านมีความตั้งใจอยากมาเรียนที่นี่จริงๆ คณะกรรมการของมหาวิทยาลัยเขาจะพิจารณาจากตรงนี้เป็นหลักเลยครับผม

เอเจนซี่จำเป็นไหม ยื่นเอกสารเองจะรอดหรือเปล่า

เรื่องนี้แก๊งเพื่อนของแต้มเถียงกันประจำเลยครับ สำหรับตัวแต้มเอง แต้มมองว่าถ้าคุณผู้อ่านมีเวลา มีข้อมูล และทักษะภาษาพอประมาณ การยื่นเอกสารสมัครเรียนด้วยตัวเองไม่ได้ยากเกินความสามารถเลยครับ ขั้นตอนก็แค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย กรอกข้อมูล แล้วก็อัปโหลดเอกสารก็เรียบร้อย แถมยังแอบภูมิใจในตัวเองด้วยนะครับ

แต่ถ้าคุณผู้อ่านรู้สึกว่างานประจำยุ่งมาก กลัวเอกสารตกหล่น หรืออยากเข้ามหาวิทยาลัยที่มีโควต้าพิเศษ การใช้ เอเจนซี่ศึกษาต่อต่างประเทศ ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยซื้อความสบายใจได้ดีเลยครับ ข้อควรระวังนิดนึงก็คือ ถ้าคุณผู้อ่านเจอเอเจนซี่ที่บอกว่าฟรีทุกอย่าง ไม่มีค่าใช้จ่ายเลย อันนี้แต้มขอให้คุณผู้อ่านตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจนะครับผม

เรื่องทุนการศึกษา ความหวังของหมู่บ้าน

ใครที่อยากมาเรียนแบบคุมงบประมาณให้สบายกระเป๋า ฟังทางนี้เลยครับ ทุนการศึกษาของประเทศจีนมีเยอะมาก ที่ได้รับความนิยมสุดๆ ก็คือ ทุนรัฐบาลจีน (CSC) ครับผม คุณผู้อ่านสามารถยื่นขอทุนนี้ไปพร้อมๆ กับตอนที่สมัครมหาวิทยาลัยได้เลย เอกสารที่ใช้ก็คล้ายๆ กัน แต้มแนะนำให้ลองยื่นเอกสารไปเถอะครับ ไม่เสียหายอะไรเลย

แต่ถ้าใครพลาดทุนรัฐบาลก็อย่าเพิ่งเศร้านะครับ เพราะตอนที่แต้มมาเรียนที่ College of Chinese And ASEAN Arts พอแต้มตั้งใจเรียนและเข้าร่วมกิจกรรม มหาวิทยาลัยเขาก็มี ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย (University Scholarship) มอบให้กับนักศึกษาที่ผลการเรียนดีด้วยนะครับ ถือเป็นกำลังใจชั้นดีในการเรียนเลยล่ะครับผม

แอบกระซิบ วีซ่านักเรียนทำงานได้ไหมนะ

คำถามยอดฮิตที่คุณผู้อ่านหลายคนชอบทักมาถามแต้มตลอดเลยครับ แต้มขออธิบายตรงนี้เลยว่า วีซ่านักเรียนที่คุณผู้อ่านจะต้องถืออยู่นั้น แต้มแอบได้ยินเขาเรียกสิ่งนี้ว่า วีซ่าเอ็กซ์วัน (X1 Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับคนที่มาเรียนระยะยาวครับ ตามกฎหมายของประเทศจีนแล้ว ไม่อนุญาตให้คุณผู้อ่านไปแอบทำงานพาร์ทไทม์ตามร้านอาหารหรือคาเฟ่นะครับ หากถูกจับได้อาจจะโดนส่งกลับประเทศได้เลยนะครับ

แต่ถ้าคุณผู้อ่านอยากหาประสบการณ์การทำงานจริงๆ คุณผู้อ่านสามารถทำเรื่อง ฝึกงาน (Internship) กับบริษัทต่างๆ ได้อย่างถูกต้องครับ โดยคุณผู้อ่านต้องมีเอกสารขออนุญาตจากมหาวิทยาลัย และนำใบตอบรับจากบริษัทไปอัปเดตสถานะวีซ่าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของจีนให้เรียบร้อยก่อนนะครับ แก๊งเพื่อนของแต้มที่เซี่ยงไฮ้ก็ใช้วิธีนี้แหละครับ ได้ทั้งประสบการณ์และถูกกฎหมายอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยครับผม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียนต่อประเทศจีน

อยากเรียนต่อจีน แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี สเต็ปแรกเริ่มจากถามตัวเองก่อนครับว่าอยากเรียนคณะอะไร และอยากเรียนเป็นภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษ จากนั้นใช้กูเกิลค้นหามหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในเมืองที่คุณผู้อ่านชอบ แต้มแนะนำให้เตรียมเอกสารล่วงหน้าประมาณหนึ่งปีเพื่อความพร้อมที่สุดครับผม

ขอทุนเรียนต่อจีนยากไหม มีทุนอะไรน่าสนใจบ้าง ทุนเรียนต่อจีนมีเยอะมากครับ ที่ดังที่สุดคือทุนรัฐบาลจีนที่คุณผู้อ่านสามารถยื่นขอไปพร้อมกับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้เลย นอกจากนี้ยังมีทุนของมณฑล และทุนของมหาวิทยาลัยเองที่มอบให้นักศึกษาที่ผลการเรียนดีด้วยครับ ลองยื่นดูไม่เสียหายครับผม

ถือวีซ่านักเรียนจีน ไปแอบทำงานพาร์ทไทม์ได้ไหม ตามกฎหมายของประเทศจีน วีซ่านักเรียนไม่อนุญาตให้ทำงานพาร์ทไทม์ทั่วไปนะครับ ถือว่าผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงเลย แต่ถ้าคุณผู้อ่านอยากหาประสบการณ์การทำงาน คุณผู้อ่านสามารถขอฝึกงานกับบริษัทได้ โดยต้องทำเรื่องขออนุญาตจากมหาวิทยาลัยและอัปเดตวีซ่าให้ถูกต้องก่อนครับผม

การมาเรียนต่อที่ประเทศจีน สำหรับแต้มมันไม่ใช่แค่การมาเอาใบปริญญา แต่มันคือการเปิดโลกใบใหม่ ได้เจอเพื่อนใหม่ และได้เรียนรู้วิถีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิม แน่นอนว่ามันมีทั้งวันที่ใจฟูสุดๆ แล้วก็มีวันที่แอบคิดถึงบ้านบ้างเป็นเรื่องธรรมดาครับ แต่พอแต้มก้าวผ่านกำแพงภาษาไปได้ โลกทั้งใบมันก็กว้างขึ้นจริงๆ นะครับ ถ้าคุณผู้อ่านท่านไหนกำลังลังเล แต้มอยากบอกว่าลองดูสักตั้งครับ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วเก็บกระเป๋าบินมาเลย

นอกจากนี้ คุณผู้อ่านก็สามารถมาพูดคุยกันได้ในช่อง "แสดงความคิดเห็น" ได้เลยนะครับ แต้มเอง เป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจที่แต้มได้ไปเจอมา ทั้งสถานที่ อาหาร การใช้ชีวิต และเรื่องราวการเรียนอีกสารพัด ฝากกดติดตามด้วยนะครับ