บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเฉิงตูช่วงนั้นยังติดตาแต้มอยู่เสมอเลยครับ กลิ่นอายของใบแปะก๊วยที่เริ่มเปลี่ยนสีปนกับลมหนาวจางๆ ทำให้เช้าวันนั้นดูสดใสกว่าปกติ แต้มจำได้ว่าวันนั้นไม่ได้มีเรียน แต่เลือกที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อไปที่คณะเพื่อช่วยงานที่ College of Chinese and ASEAN Arts ซึ่งเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเราชาวต่างชาติครับ

ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในตึก เสียงพูดคุยหลากหลายภาษาดังสะท้อนไปมา ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และสำเนียงไทยที่คุ้นเคย มันเป็นช่วงเวลาของการรับรายงานตัวนักศึกษาใหม่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกังวลของเหล่าน้องๆ ที่เพิ่งเดินทางมาถึงเป็นครั้งแรกครับ

หน้าที่ของแต้มในวันนั้นเหมือนเป็นพี่เลี้ยงที่พาน้องๆ ไปผจญภัยในโลกใหม่ ตั้งแต่การพาไปยื่นเอกสารสีขาวปึกใหญ่ที่โต๊ะลงทะเบียน จนถึงการเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวเพื่อพาน้องๆ เข้าไปดูหอพักที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตต่อจากนี้ไปอีกหลายปีเลยครับ

มีจังหวะหนึ่งที่แต้มพาน้องๆ ไปเปิดซิมโทรศัพท์ที่ร้านข้างมหาวิทยาลัย แอบได้ยินเจ้าหน้าที่เขาเรียกสิ่งนี้ว่า เตี้ยนฮว่าข่า ซึ่งมันก็แปลว่าบัตรสำหรับใช้โทรศัพท์นั่นเองครับ น้องๆ หลายคนดูงงกับการกรอกเอกสารภาษาจีนที่มีช่องให้เติมเยอะแยะไปหมด แต้มเลยค่อยๆ ช่วยแปลและอธิบายไปทีละจุด เพราะรู้ดีว่าการสื่อสารไม่ได้ในวันแรกมันน่าอึดอัดแค่ไหนครับผม

ภาพที่น้องคนไทยคนหนึ่งหันมายิ้มให้แต้มหลังจากที่หน้าจอโทรศัพท์ของเขามีสัญญาณขึ้นมาครั้งแรก มันทำให้แต้มรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แต้มแอบเห็นแววตาที่ดูคลายกังวลลงไปเยอะเลย เหมือนเขาได้เชื่อมต่อกับโลกใบนี้และคนที่บ้านได้แล้วหลังจากเดินทางมาไกลแสนไกลครับ

ความเหนื่อยจากการเดินขึ้นลงอาคารหลายรอบหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของน้องๆ ระหว่างทางไปโรงอาหารที่แต้มตั้งใจจะไปส่ง แต้มพาไปดูที่กินข้าวที่ใกล้หอพักที่สุด กลิ่นหม่าล่าหอมๆ ที่มีเอกลักษณ์ของเมืองเฉิงตูลอยมาเตะจมูกจนน้องๆ เริ่มบ่นหิวกันใหญ่ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าพวกเขาเริ่มเปิดใจให้กับรสชาติของที่นี่แล้วครับ

ในใจของแต้มตอนนั้นคิดแค่ว่า อยากให้น้องๆ รู้สึกว่าเขาไม่ได้มาอยู่ตัวคนเดียวในดินแดนที่กว้างใหญ่อย่างเมืองจีนแห่งนี้ เพราะแต้มเองก็เคยผ่านจุดที่ยืนงงท่ามกลางฝูงชนในวันแรกที่มาถึงเฉิงตูเหมือนกัน ความเหงาและความเหนื่อยมันกัดกินใจเราได้ง่ายมากถ้าไม่มีคนคอยช่วยจับมือเดินไปในก้าวแรกครับ

การได้ใช้ภาษาจีนที่ร่ำเรียนมาบวกกับภาษาอังกฤษที่พอจะสื่อสารได้มาช่วยเหลือน้องๆ ชาติอื่นด้วย มันเป็นประสบการณ์ที่สนุกและล้ำค่ามากสำหรับแต้มเลย แต้มได้เพื่อนใหม่จากหลายประเทศในวันเดียว เหมือนกำแพงภาษาที่เคยรู้สึกว่ามันสูงชันได้พังทลายลงด้วยเพียงรอยยิ้มและการยื่นมือเข้าไปหากันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งครับ

จนถึงตอนนี้ เวลาที่แต้มมองย้อนกลับไป ภาพวันนั้นยังคงเป็นความทรงจำที่ทำให้แต้มยิ้มได้เสมอ เป็นบทเรียนบทแรกๆ ของการเป็นผู้ให้ในต่างแดนที่เงินทองก็ซื้อไม่ได้ มหาวิทยาลัยเฉิงตูไม่ได้ให้แค่ความรู้ในตำราเล่มหนากับแต้มเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้โอกาสในการสร้างมิตรภาพที่เริ่มต้นจากความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละครับ

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ เคยมีประสบการณ์วันแรกในที่ทำงานใหม่หรือโรงเรียนใหม่ที่จำไม่ลืมบ้างไหมครับ หรือเคยมีใครยื่นมือมาช่วยในวันที่เราเคว้งควางที่สุดหรือเปล่า แวะมาเล่าให้แต้มฟังในคอมเมนต์ได้นะครับ แต้มรออ่านเรื่องราวที่แสนอบอุ่นของทุกคนอยู่เสมอ และหวังว่าเรื่องของแต้มจะทำให้วันของคุณสดใสขึ้นบ้างนะครับผม

#TamKungStory #เรื่องของแต้ม