หลังจากที่ผมพาคุณผู้อ่านย้อนเวลากลับไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขัน GMC ในบันทึกเล่มก่อน หน้าถัดไปของปฏิทินชีวิตเด็กกิ๊ฟคอมพิวเตอร์ในช่วงชั้น ม.ต้น ก็ถูกพลิกมาสู่บทใหม่ที่หนักหนาสาหัสและมีความหมายยิ่งกว่าเดิม นั่นคือการก้าวเข้าสู่สมรภูมิ NSC หรือ การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย (The National Software Contest)

[readmore link="https://www.tamkung.me/2026/02/gmc.html"]

ถ้า GMC คือเวทีที่เปิดโลกทัศน์ NSC ก็เปรียบเสมือนสนามรบที่เดิมพันด้วยอนาคต เพราะในช่วงรอยต่อของชีวิต ม.3 ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ ม.4 ในโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยนั้น การสอบคัดเลือกเป็นเรื่องที่สร้างความกดดันมหาศาล แต่ในความกดดันนั้นก็ยังมีแสงสว่างที่เรียกว่า "โควตาผลงาน" สำหรับนักเรียนที่มีความโดดเด่นทางวิชาการหรือกิจกรรม สำหรับผมและเพื่อนคนหนึ่งในทีม เราค่อนข้างลอยลำเพราะมีผลงานสะสมมาบ้างแล้ว แต่ยังมีเพื่อนรักอีกคนหนึ่งในกลุ่มที่ยังขาดใบเบิกทางใบนี้อยู่ ดังนั้น โปรเจกต์ NSC ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแข่งเพื่อเอาชนะโรงเรียนอื่น แต่มันคือภารกิจที่พวกเราต้อง "พยายามให้ถึงที่สุด" เพื่อกอดคอพากันไปให้ถึงฝั่งฝันในระดับชั้น ม.ปลาย ให้ครบทุกคน

ด้วยความอินที่ยังคุกรุ่นมาจากเวที GMC พวกเราตัดสินใจหยิบเอาประเด็นปัญหา "หมอกควันภาคเหนือ" กลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ภายใต้ชื่อทีมเดิมว่า "SMOG" แต่ครั้งนี้เราไม่ได้มาเพื่อทำสื่อนำเสนอสวยๆ อีกต่อไป โจทย์ของ NSC คือการสร้าง "ซอฟต์แวร์" หรือนวัตกรรมที่แก้ปัญหาได้จริง

ไอเดียของเด็ก ม.3 ในวันนั้นช่างยิ่งใหญ่เกินตัว เราฝันอยากจะสร้าง "ระบบวัดและแสดงผลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์" คุณผู้อ่านต้องนึกภาพตามนะครับว่าในปี 2015 แอปพลิเคชันเช็กค่าฝุ่นอย่าง AirVisual หรือเซนเซอร์วัด PM2.5 ตามบ้านยังไม่ใช่เรื่องปกติเหมือนทุกวันนี้ การที่เด็กมัธยมกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่าจะทำเว็บแสดงค่ามลพิษทางอากาศ จึงเป็นเรื่องที่ดูล้ำสมัยและท้าทายมาก

เราเริ่มต้นด้วยความรู้ที่เกือบจะเป็นศูนย์ ภาษาโปรแกรมมิ่งเดียวที่ผมพอจะเขียนเป็นแบบงูๆ ปลาๆ ในตอนนั้นคือ PHP เราวางแผนกันดิบดีว่าจะเขียนเว็บแอปพลิเคชันที่ดึงข้อมูลสดๆ มาจากฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อให้ชาวเชียงใหม่ได้รู้ว่าอากาศที่หายใจเข้าไปนั้นมันแย่แค่ไหน เราทุ่มเทเขียนข้อเสนอโครงการ (Proposal) อย่างหนัก ศึกษาวิธีเขียนโค้ด การออกแบบหน้าเว็บ จนในที่สุดความพยายามก้าวแรกก็สำเร็จ โครงการของเราผ่านการพิจารณารอบแรก และได้รับทุนสนับสนุนก้อนแรกมาจำนวน 3,000 บาท เพื่อนำมาสานฝันให้เป็นจริง

เมื่อได้เงินทุนมาแล้ว ไฟในการทำงานก็ลุกโชน แต่แล้วเราก็วิ่งไปชนเข้ากับกำแพงใหญ่ที่ชื่อว่า "ระบบราชการ" ปัญหาโลกแตกที่พวกเราคาดไม่ถึงคือ ข้อมูลคุณภาพอากาศที่เราต้องการนั้น ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศให้ดึงมาใช้ได้ฟรีๆ แต่มันถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของ กรมควบคุมมลพิษ และการจะขอเชื่อมต่อ API (Application Programming Interface) เพื่อดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมา จำเป็นต้องมี "หนังสือราชการ"

ลองจินตนาการถึงเด็ก ม.3 สามคนที่ต้องมารับมือกับการร่างหนังสือราชการดูสิครับ มันคือฝันร้ายชัดๆ เราใช้เวลาเรียนรู้ภาษาทางการ การเว้นวรรค รูปแบบครุฑ และลำดับชั้นการลงนาม อยู่นานกว่า 2 เดือน! กว่าจะร่างเสร็จ กว่าจะเดินเรื่องให้ทางโรงเรียนออกจดหมาย กว่าจดหมายจะเดินทางไปถึงกรมฯ และกว่าจะรอการอนุมัติ เวลาอันมีค่าก็ไหลผ่านไปเรื่อยๆ

ในระหว่างที่รอเอกสาร พวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจ เราเขียนโค้ดส่วนหน้าบ้าน (Frontend) รอไว้ ออกแบบกราฟิกสวยงามเตรียมพร้อม ทำระบบจำลองข้อมูล (Mockup Data) มาทดสอบระบบ ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ขาดเพียงกุญแจดอกเดียวคือ API Key จากกรมควบคุมมลพิษที่จะไขเอาข้อมูลจริงมาใส่


และแล้ววันที่เราไม่อยากให้มาถึงก็มาเยือน วันที่ต้องนำผลงานไปจัดแสดงและนำเสนอต่อคณะกรรมการ... เอกสารตอบรับจากกรมควบคุมมลพิษยังมาไม่ถึง

วินาทีนั้นพวกเรารู้ชะตากรรมทันทีว่า "ไม่รอดแน่" โปรแกรมวัดคุณภาพอากาศที่ไม่มีข้อมูลอากาศจริง ก็เหมือนรถยนต์ที่ไม่มีเครื่องยนต์ แต่งานต้องดำเนินต่อไป ในวันครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์นี้ ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ดี เราต้องตัดสินใจทำสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนทำโปรแกรม นั่นคือการนำเสนอผลงานในรูปแบบ "Mockup"

เราต้องสร้างข้อมูลจำลองขึ้นมา ใส่ค่าตัวเลขสมมติลงไป แล้วไปยืนนำเสนอหน้าบูธด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ พยายามอธิบายหลักการทำงานอย่างไหลลื่นที่สุด ทั้งที่ในใจรู้ดีว่ามันยังไม่สมบูรณ์ มันคือการแสดงละครฉากใหญ่ที่ต้องทำให้กรรมการเชื่อว่า "ถ้าข้อมูลมาเมื่อไหร่ มันจะทำงานได้แบบนี้เป๊ะๆ นะครับ"

ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด เราไม่ได้รางวัลใหญ่ และที่น่าเสียใจที่สุดคือ เพื่อนรักของเราคนนั้นไม่ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ ม.4 ที่เดิม... ความเศร้าปกคลุมทีม SMOG อยู่พักใหญ่ ความรู้สึกผิดและความเสียดายตีตื้นขึ้นมาทุกครั้งที่นึกถึง

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ ช่วงเวลานั้นกลับเป็น "โรงเรียนชีวิต" ที่ดีที่สุดของผม การที่ผมเขียนโปรแกรมเป็น เข้าใจ Logic การทำงานของ Loop, If-Else หรือการจัดการ Database ก็เริ่มมาจากโปรเจกต์นี้ ยุคนั้นไม่มี AI หรือ ChatGPT คอยช่วยแก้บั๊ก ทุกบรรทัดที่ Error คือการต้องนั่งรถออกไปร้านหนังสือ ซื้อคู่มือ PHP เล่มหนาเตอะมาเปิดหาคำตอบทีละหน้า หรือไม่ก็ต้องพึ่งพา "อาจารย์อ้อ" ครูผู้มีพระคุณที่ทั้งผลักทั้งดัน (แกมบังคับ) ให้ผมลงแข่ง จนผมค้นพบศักยภาพของตัวเอง

และสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือบรรยากาศของ "ความพยายาม" ภาพเด็กนักเรียนกลุ่มเดิมๆ ที่เลิกเรียนปุ๊บต้องวิ่งไปหาลูกชิ้นปิ้งหรือข้าวกล่องหลังโรงเรียน แล้วรีบกลับมาสิงสถิตอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ นั่งจ้องหน้าจอสีฟ้าๆ จนถึง 3 ทุ่มทุกวัน แม้แต่วันเสาร์-อาทิตย์ที่คนอื่นได้หยุดพักผ่อน พวกเราก็มารอภารโรงเปิดตึก และนั่งทำจนตึกปิด

ถึงแม้ปลายทางของ NSC ครั้งนั้นจะไม่สวยหรูเหมือนในนิยาย แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "แต้ม" ในวันนี้ กล้าที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และไม่กลัวที่จะเริ่มเขียนโค้ดบรรทัดแรก แม้จะไม่รู้ว่าบรรทัดสุดท้ายจะจบลงอย่างไรก็ตาม

บันทึกไว้ในความทรงจำ ครบรอบ 10 ปี NSC 2016