หลายคนอาจจะมองว่าการที่ผมมานั่งรื้อฟื้นเรื่องราวเก่าๆ แบบนี้ ดูเหมือนคนที่ไม่ยอมก้าวเดินต่อไปข้างหน้า หรือที่วัยรุ่นสมัยนี้เรียกว่า "ไม่มูฟออน" แต่สำหรับผมแล้ว การได้หยุดพักและหันหลังกลับไปมองรอยเท้าที่เคยย่ำผ่านมา มันคือการเติมพลังใจชั้นดี โดยเฉพาะเรื่องราวของเด็กชายแต้มในวันนั้น ที่เปลี่ยนตัวเองจากคนที่ไม่มีอะไรเลย กลายมาเป็นคนที่มีความมั่นใจและยืนอยู่บนเวทีระดับประเทศได้ เรื่องราวเหล่านี้ยังคงแจ่มชัดและงดงามเสมอเมื่อนึกถึง
ย้อนเวลากลับไปเมื่อสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในฐานะนักเรียนห้องเรียนพิเศษคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า "เด็กกิ๊ฟคอม" ชีวิตของพวกเราถูกหล่อหลอมด้วยเทคโนโลยี กลิ่นอายของห้องแอร์เย็นเฉียบ และเสียงพัดลมระบายความร้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์ ในปีนั้น ทาง Gistda ได้จุดประกายความท้าทายใหม่ด้วยการเปิดโครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็กมัธยมอย่างพวกเรา
พวกเราฟอร์มทีมกันขึ้นมาอย่างคึกคักด้วยสมาชิกถึง 9 คน ภายใต้ชื่อทีมว่า "9BIT" แต่ถ้าจะพูดกันตามตรง ในวินาทีแรกของการรวมกลุ่ม ผมแทบจะมองไม่เห็นที่ยืนของตัวเองเลย เพื่อนๆ ในทีมต่างก็เป็นระดับหัวกะทิ บางคนเขียนโค้ดภาษาคอมพิวเตอร์ได้คล่องปรื๋อ บางคนสร้างสรรค์แอนิเมชั่นด้วย Flash ได้ราวกับมืออาชีพ ในขณะที่ผมทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง วาดรูปก็ไม่ได้ เขียนโปรแกรมก็ไม่เป็น แต่โชคยังเข้าข้างที่ผมพอจะมีทักษะในการพูดและการนำเสนอติดตัวอยู่บ้าง เพื่อนๆ จึงดึงผมเข้าไปเพื่อช่วยดูแลในส่วนของบทและการเล่าเรื่อง ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
ในช่วงเวลาที่ขลุกอยู่กับเพื่อนๆ ในห้องคอมพิวเตอร์หลังเลิกเรียน ผมได้ซึมซับความรู้และเทคนิคต่างๆ อย่างไม่รู้ตัว จากเด็กที่ทำอะไรไม่เป็น ผมเริ่มหัดจับเมาส์วาดรูปในโปรแกรมกราฟิก เริ่มเรียนรู้การวางโครงเรื่อง และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผมได้ค้นพบ "ความหลงใหล" ของตัวเอง นั่นคือศาสตร์แห่งการตัดต่อวิดีโอ ผมเริ่มฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง ตั้งแต่โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Camtasia Studio 8.1 ตัดต่อคลิปง่ายๆ จนกระทั่งความทะเยอทะยานผลักดันให้ผมขยับไปจับของยากระดับมืออาชีพอย่าง Adobe Premiere Pro CS6 ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับเด็กมัธยม
ผลงานชิ้นแรกของเราที่นำเสนอเรื่องราวของ "น้ำท่วมภาคเหนือ" ผ่านรูปแบบแอนิเมชั่น สามารถฝ่าฟันจนเข้ารอบ 30 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ความสำเร็จในก้าวนั้นนำพาเราไปสู่โจทย์ที่ยากขึ้น คือการสร้างสื่อด้วย Google Earth ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเรามืดแปดด้าน ใครจะไปจินตนาการออกว่าโปรแกรมดูแผนที่โลกจะสามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สั้นได้ เราต้องเรียนรู้กันใหม่ทั้งหมด ลองผิดลองถูกกันอยู่นานนับเดือน จนกระทั่งถึงวันแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่กรุงเทพฯ
ความทรงจำในวันนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายและคราบน้ำตาแห่งความผิดหวัง ด้วยความที่เราเป็นมือใหม่ ปัญหาทางเทคนิคจึงรุมเร้า คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่สเปกไม่แรงพอที่จะเรนเดอร์งานกราฟิกหนักๆ ได้ทันเวลา ภาพแถบดาวน์โหลดที่ค้างนิ่งทำให้ใจผมเต้นรัวด้วยความกังวล จนต้องวิ่งวุ่นไปขอยืมเครื่องคอมพิวเตอร์ของศูนย์ราชการเพื่อเรนเดอร์งานให้เสร็จ แต่สุดท้ายปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิดขึ้น เราส่งงานไม่ทันเวลาที่กำหนด และต้องกลับบ้านมือเปล่าโดยไม่มีรางวัลใดๆ ติดมือ นอกจากประสบการณ์ของการได้มาเยือนเมืองหลวง
ความผิดหวังในวันนั้นไม่ได้ทำให้ไฟในใจมอดลง เมื่อขึ้นชั้น ม.3 ครูแบงค์ ที่ปรึกษาทีม ได้จุดไฟในใจพวกเราอีกครั้งด้วยประโยคสั้นๆ ว่า "เอาใหม่" แต่ครั้งนี้เราจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ทีมของเราลดขนาดลงเหลือเพียง 6 คนที่คัดมาแล้วว่าใจสู้ และตั้งชื่อทีมใหม่ว่า "SMOG" หรือ หมอกควัน เพื่อสื่อถึงปัญหามลพิษในภาคเหนือที่เราต้องการจะตีแผ่
ครั้งนี้ผมไม่ได้เป็นแค่ตัวแถมอีกต่อไป ประสบการณ์จากปีที่แล้วทำให้ผมกลายเป็นกำลังหลักในการตัดต่อและการนำเสนอ เราทุ่มเทกันสุดตัวจนสามารถผ่านเข้ารอบ 30 ทีมสุดท้ายได้อีกครั้ง และครั้งนี้โอกาสก็ตกมาถึงมือผม ผมได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนไปเข้าค่ายอบรมที่ Space Krenovation Park ของ Gistda ที่ศรีราชา
การได้ไปเยือนสถานที่แห่งนั้นเหมือนการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่สำหรับเด็กเชียงใหม่อย่างผม ผมยืนมองห้องควบคุมดาวเทียมด้วยความตื่นตะลึง เห็นหน้าจอขนาดมหึมาที่แสดงข้อมูลการส่งสัญญาณแบบเรียลไทม์ ได้สัมผัสเทคโนโลยีอวกาศที่เคยเห็นแต่ในหนัง และที่สำคัญที่สุด คือการได้รับวิชาความรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ สอนเทคนิคการใช้ Google Earth ขั้นสูง การสร้างมุมกล้องแบบภาพยนตร์ การซ้อนเลเยอร์ข้อมูล และการเล่าเรื่องให้น่าสนใจ ผมจดจำทุกรายละเอียดราวกับฟองน้ำที่ซึมซับน้ำ เพื่อนำกลับไปถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมทีม
เมื่อกลับมาถึงเชียงใหม่ กิจวัตรประจำวันของพวกเราเปลี่ยนไป ห้องคอมพิวเตอร์โรงเรียนกลายเป็นบ้านหลังที่สอง ทันทีที่เลิกเรียน พวกเราจะมารวมตัวกันและทำงานยิงยาวไปจนถึง 3 ทุ่มของทุกคืน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรากับครูสาระคอมพิวเตอร์แน่นแฟ้นขึ้นจนเหมือนคนในครอบครัว เรานั่งล้อมวงแก้ปัญหาทีละจุด ช่วยกันดูทุกเฟรมของวิดีโอ และผมเองก็ต้องซ้อมบทพรีเซนต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่องจำทุกจังหวะการหายใจ ทุกน้ำเสียง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีคำว่าพลาดเกิดขึ้นอีกซ้ำสอง
และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง วันนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ บรรยากาศในฮอลล์เต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงไฟสปอตไลท์สาดส่องลงมาที่เวที เมื่อผมมองไปรอบๆ เห็นผลงานสุดอลังการของโรงเรียนคู่แข่ง ความกดดันมหาศาลก็ถาโถมเข้าใส่ หัวใจผมเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงของมัน แต่เมื่อเท้าก้าวขึ้นไปยืนอยู่หน้าไมโครโฟน ความกลัวทั้งหมดกลับเลือนหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่เราทุ่มเททำมาตลอดหลายเดือน ผมเล่าเรื่องปัญหาหมอกควันด้วยความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจ ผสานกับสื่อที่เราตั้งใจทำอย่างประณีต ทุกอย่างลื่นไหลราวกับถูกสะกด
เมื่อการนำเสนอจบลง พวกเราลงจากเวทีด้วยความโล่งใจ ลึกๆ แล้วเราไม่ได้คาดหวังรางวัลชนะเลิศทางวิชาการอะไรมากมาย แค่ได้มาแสดงศักยภาพและได้พาตัวเองมาไกลถึงจุดนี้ก็ถือว่ากำไรชีวิตแล้ว แต่แล้วเสียงประกาศจากพิธีกรก็ทำให้พวกเราต้องหันขวับ "รางวัล Popular Vote ได้แก่... ทีม SMOG!"
วินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุน เสียงเฮของพวกเราดังลั่น รางวัลขวัญใจมหาชนที่มาจากคะแนนโหวตของผู้ชมและทีมงานทุกคนในห้องส่ง มันมีความหมายมากกว่าแค่ถ้วยรางวัล แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ว่า "สาร" ที่เราพยายามสื่อออกไป มันเดินทางไปถึง "ใจ" ของผู้รับสารจริงๆ วินาทีแห่งความภาคภูมิใจนั้นทำให้พวกเราทีม SMOG กลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในโรงเรียนขึ้นมาทันที เป็นรางวัลแห่งความพยายามที่ไม่เคยทรยศใคร
แม้วันเวลาจะล่วงเลยผ่านมาหลายปี จนรูปถ่ายเหล่านั้นเริ่มเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่การแข่งขัน GMC มอบให้ผมยังคงชัดเจนเสมอ มันไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลที่ตั้งโชว์อยู่ในตู้ แต่มันคือทักษะการตัดต่อวิดีโอที่กลายมาเป็นความสามารถติดตัว ทักษะการทำสื่อภูมิศาสตร์ที่ทำให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้น และความกล้าหาญในการพูดต่อหน้าสาธารณชนที่เปลี่ยนเด็กขี้อายให้กลายเป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้ให้น้องๆ รุ่นหลัง
เหนือสิ่งอื่นใด คือมิตรภาพในช่วงเวลาที่พวกเราอดหลับอดนอนด้วยกัน กินข้าวกล่องด้วยกัน และฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน ทุกครั้งที่ผมย้อนกลับไปมองรูปถ่ายใบเดิม ผมไม่ได้เห็นแค่ภาพของเด็กนักเรียนกลุ่มหนึ่ง แต่ผมเห็นร่องรอยของการเติบโต เห็นความพยายาม และเห็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตที่ผมจะไม่มีวันลืม