มาเที่ยวปักกิ่งทั้งที ถ้าไม่ได้แวะมาไหว้พระขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลก็คงจะเหมือนขาดอะไรไปสักอย่างใช่ไหมครับ แต้ม ขอแนะนำสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทั้งชาวจีนและนักท่องเที่ยวอย่างวัดแห่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปะจีนฮั่น ทิเบต มองโกล และแมนจู ได้อย่างลงตัว แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์แบบสุดๆ อีกด้วยครับ แค่ก้าวเท้าเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นแล้วล่ะครับ วันนี้ แต้มเอง จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักว่า วัดลามะ (Yonghe Temple) ครับผม

กลิ่นธูปหอมกรุ่น สัมผัสความศรัทธาที่เปี่ยมล้น

ตั้งแต่ แต้ม เดินผ่านซุ้มประตูทางเข้า สิ่งแรกที่เตะจมูกเลยคือกลิ่นหอมของควันธูปที่ลอยอวลอยู่ทั่วบริเวณครับ บรรยากาศภายในวัดคึกคักไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลกันมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสงบและขลังอย่างประหลาด อาคารต่างๆ ในวัดสร้างลดหลั่นกันไปตามแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ ซึ่งแต่ละวิหารก็มีความงดงามและรายละเอียดที่วิจิตรตระการตามากครับ แต้ม ประทับใจหลังคากระเบื้องสีเหลืองทองที่สะท้อนแสงแดด ตัดกับผนังสีแดงสด เป็นภาพที่ถ่ายรูปมุมไหนก็สวยไปหมดเลยครับ ระหว่างทางเดินเราก็จะเห็นผู้คนยืนสวดมนต์และจุดธูปขอพรด้วยความศรัทธา เป็นภาพที่ดูแล้วอิ่มเอมใจมากๆ ครับ

สักการะพระพุทธรูปไม้จันทน์แกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ แต้ม ต้องอ้าปากค้างเมื่อเดินเข้าไปถึง วิหารว่านฝูเก๋อ (Pavilion of Ten Thousand Happinesses) ซึ่งเป็นวิหารที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ลึกสุดของวัด ก็คือ พระศรีอริยเมตไตรย (Maitreya Buddha) องค์มหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางวิหารครับ ความพิเศษของพระพุทธรูปองค์นี้คือ แกะสลักจากต้นไม้จันทน์หอมท่อนเดียวทั้งต้นเลยนะครับ มีความสูงถึง 26 เมตร (อยู่ใต้ดิน 8 เมตร และโผล่พ้นดิน 18 เมตร) จนได้รับการบันทึกในกินเนสส์บุ๊กเลยทีเดียวครับ พอได้ไปยืนอยู่ตรงหน้า แต้ม รู้สึกตัวเล็กลงไปเลยครับ องค์พระมีความงดงามและดูมีเมตตามากๆ คุณผู้อ่าน ต้องหาโอกาสมาสักการะและชมความยิ่งใหญ่ด้วยตาตัวเองให้ได้สักครั้งนะครับ

วิธีเดินทางง่ายๆ และเคล็ดลับการเข้าชมแบบแต้มเอง

สำหรับการเดินทางมาไหว้พระขอพรที่วัดลามะนั้น สะดวกสบายมากๆ ครับ แต้ม แนะนำให้ คุณผู้อ่าน นั่งรถไฟใต้ดินปักกิ่ง สาย 2 หรือ สาย 5 มาลงที่สถานี Yonghegong Lama Temple ได้เลยครับ พอถึงสถานีแล้วให้เดินออกทาง ทางออก F ขึ้นมาปุ๊บก็จะเจอกับกำแพงวัดสีแดงตั้งอยู่ตรงหน้าเลยครับ เดินตามแนวกำแพงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงทางเข้าหลักแล้วครับ ส่วนเรื่องค่าเข้าชมนั้น จะอยู่ที่ประมาณ 25 หยวน ครับ ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากๆ เมื่อเทียบกับความสวยงามและคุณค่าทางจิตใจที่เราได้รับกลับไปครับ ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ จาก แต้ม คือ ลองเผื่อเวลามาแต่เช้าหน่อยนะครับ เพราะคนจะไม่พลุกพล่านมาก ทำให้เราเดินชมวัดและขอพรได้อย่างสงบและชิลยิ่งขึ้นครับผม

สรุปแล้ว การมาเยือน วัดลามะ ไม่ใช่แค่การมาไหว้พระขอพรเท่านั้น แต่ยังเป็นการมาซึมซับศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีนอีกด้วยครับ ความวิจิตรตระการตาของสถาปัตยกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ เป็นสิ่งที่ แต้ม ประทับใจไม่รู้ลืม และอยากให้ คุณผู้อ่าน ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ ครับ

นอกจากนี้ คุณผู้อ่านก็สามารถมาพูดคุยกันได้ในช่อง “แสดงความคิดเห็น” ได้เลยนะครับ แต้มเอง เป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจที่แต้มได้ไปเจอมา ทั้งสถานที่ อาหาร การใช้ชีวิต และเรื่องราวการเรียนอีกสารพัด ฝากกดติดตามด้วยนะครับ