เวลาที่คุณผู้อ่านนึกภาพถึงประเทศจีนยุคก่อนที่มีแม่น้ำสายเล็กๆ ตัดผ่านหมู่บ้าน มีเรือพายเอื่อยๆ และบ้านเรือนไม้สไตล์โบราณตั้งเรียงรายอยู่ริมน้ำ เคยคิดไหมครับว่าภาพแบบนั้นจะมีอยู่จริงใกล้ๆ กับเมืองที่เจริญสุดๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ แต้มเองก็เคยสงสัยครับจนกระทั่งได้ลองนั่งรถไฟออกนอกเมืองมานิดหน่อย แล้วก็ได้พบกับความสงบที่ตามหา วันนี้ แต้มเอง จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักว่า เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว ครับผม

มนต์เสน่ห์แห่งสายน้ำและสถาปัตยกรรมเก่าแก่

ทันทีที่แต้มก้าวเท้าเข้ามาในเขตของ เมืองโบราณจูเจียเจี่ยว (Zhujiajiao Water Town) ความรู้สึกแรกที่ปะทะเข้ามาเลยคือความเย็นสบายจากสายน้ำครับ ภาพตรงหน้าที่แต้มเห็นคือคลองสายยาวที่พาดผ่านกลางหมู่บ้าน ตัดกับท้องฟ้าโปร่งๆ มันเป็นภาพที่ทำให้แต้มต้องรีบหยิบกล้องขึ้นมาเก็บความประทับใจไว้เลยครับผม

สองฝั่งคลองเต็มไปด้วยบ้านเรือนสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงที่ยังคงความสมบูรณ์เอาไว้ได้ดีมากๆ ครับ ตัวบ้านทำจากไม้สีเข้ม มุงด้วยหลังคากระเบื้องสีเทาแบบจีนโบราณแท้ๆ สลับกับต้นหลิวที่ทิ้งกิ่งก้านลู่ลงมาระย้าเหนือน้ำ เป็นจังหวะที่ลงตัวสุดๆ เลยครับ

แต้มลองสูดหายใจลึกๆ ได้กลิ่นหอมของไม้เก่าผสมกับกลิ่นไอชื้นๆ ของแม่น้ำ มันเป็นสัมผัสที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากความวุ่นวายในตัวเมืองได้อย่างปลิดทิ้งเลยครับคุณผู้อ่าน ยิ่งเวลาที่มีลมพัดมาเอื่อยๆ แต้มแทบอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้เลยครับ

จุดที่แต้มประทับใจและถือเป็นไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ สะพานฟ่างเซิง (Fangsheng Bridge) ครับผม สะพานนี้เป็นสะพานหินโค้งที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในเมืองโบราณแห่งนี้เลยนะครับ แค่เห็นความโค้งมนของตัวสะพานที่สะท้อนกับผิวน้ำก็ดูมีมนต์ขลังมากๆ แล้วครับ

พอแต้มเดินขึ้นไปยืนบนจุดสูงสุดของสะพาน แล้วทอดสายตามองลงมา แต้มก็จะได้เห็นวิวของเมืองโบราณแบบพาโนรามาเลยครับ เห็นเรือพายลำเล็กๆ ลอยไปมาอยู่ด้านล่าง เป็นมุมถ่ายรูปที่แต้มรับรองเลยว่าสวยปังทุกช็อตแน่นอนครับผม

มาถึงเมืองน้ำทั้งที แต้มก็ไม่พลาดที่จะลองทำกิจกรรมยอดฮิตอย่างการ ล่องเรือพาย สไตล์โบราณครับผม พอแต้มก้าวลงไปนั่งในเรือไม้ เสียงไม้พายที่กระทบกับผิวน้ำเป็นจังหวะช้าๆ มันทำให้จิตใจของแต้มสงบลงอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ

การได้นั่งมองบ้านเรือนและผู้คนจากมุมมองในแม่น้ำ มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการเดินบนฝั่งจริงๆ ครับ เหมือนแต้มได้หลุดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในฉากหนังจีนกำลังภายในยุคก่อนเลยล่ะครับ เป็นประสบการณ์ที่แต้มอยากให้คุณผู้อ่านได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจริงๆ นะครับ

เดินชิมของอร่อยสไตล์พื้นเมือง

หลังจากที่แต้มล่องเรือชมวิวรับลมเย็นๆ จนหนำใจแล้ว กระเพาะอาหารของแต้มก็เริ่มส่งเสียงประท้วงเบาๆ ครับ แต้มเลยเดินลัดเลาะเข้าไปใน ถนนเป่ยต้าเจีย (Beida Street) ซึ่งเป็นตรอกเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารพื้นเมืองเรียงรายกันยาวเหยียดเลยครับผม

ตลอดทางที่แต้มเดินผ่าน กลิ่นหอมของอาหารสตรีทฟู้ดลอยมาเตะจมูกตลอดเวลาเลยครับ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาและจมูกของแต้มมากที่สุดก็คือ ขาหมูพะโล้ห่อใบบัว ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ใครมาที่นี่ก็ต้องลองครับผม

แต้มทนความหอมไม่ไหวเลยจัดมาลองหนึ่งชิ้นครับ พอแต้มกัดเข้าไปคำแรก ความนุ่มละมุนของเนื้อหมูที่ตุ๋นจนเปื่อย ผสมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบบัวที่ห่อมา มันละลายในปากเลยครับคุณผู้อ่าน รสชาติกลมกล่อมเข้าเนื้อสุดๆ อร่อยจนแต้มต้องยกนิ้วให้เลยครับผม

นอกจากนี้ แต้มยังแวะซื้อ บ๊ะจ่าง รูปทรงแปลกตาที่แม่ค้าห่อกันสดๆ หน้าร้านมาลองชิมด้วยครับ ข้าวเหนียวนุ่มๆ ไส้แน่นๆ หอมกลิ่นใบไผ่ เป็นของว่างที่กินเพลินมากๆ ครับ เดินไปกินไป ดูวิถีชีวิตชาวบ้านไป เป็นอะไรที่ฟินสุดๆ เลยครับ

พอเดินจนเริ่มเมื่อย แต้มก็เลือกร้านชาเล็กๆ ริมน้ำ แวะสั่งชาร้อนๆ มานั่งจิบไปพลางๆ ครับ การได้นั่งพักขา มองดูเรือพายที่แล่นผ่านไปมา พร้อมกับจิบชาหอมๆ มันเป็นการชาร์จพลังงานชีวิตที่ดีเยี่ยมมากๆ เลยครับผม

การเดินทางฉบับแต้มพาเที่ยว

สำหรับการเดินทางมาสัมผัสความสโลว์ไลฟ์ที่เมืองโบราณแห่งนี้ แต้มบอกเลยว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับผม คุณผู้อ่านไม่ต้องกังวลเรื่องการต่อรถให้วุ่นวายเลย เพราะระบบขนส่งของเซี่ยงไฮ้เขาทำมาครอบคลุมมากๆ ครับ

แต้มแนะนำให้คุณผู้อ่านเริ่มต้นจากการนั่งรถไฟใต้ดิน สาย 17 นะครับ ให้นั่งยาวๆ มาลงที่ สถานี Zhujiajiao ได้เลยครับผม พอประตูรถไฟเปิดออก ก็ให้คุณผู้อ่านเดินตามป้ายบอกทางเพื่อมุ่งหน้าไปที่ ทางออก 1 นะครับ

พอเดินพ้นทางออกสถานีมาแล้ว คุณผู้อ่านสามารถเลือกได้เลยครับว่าจะเดินเท้าชิลๆ รับอากาศเย็นๆ ไปยังตัวเมืองโบราณ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 20 นาที หรือถ้าใครไม่อยากเดิน ที่หน้าสถานีก็จะมีรถสามล้อหรือวินมอเตอร์ไซค์คอยให้บริการไปส่งถึงหน้าทางเข้าเลยครับ สะดวกสบายมากๆ ครับผม

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยก่อนไปเยือน

ในเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้น แต้มมีข่าวดีมาบอกครับ การเดินเข้าไปชมบรรยากาศในพื้นที่ส่วนกลางของเมืองโบราณจูเจียเจี่ยวนั้น ไม่มีค่าเข้าประตูใดๆ ทั้งสิ้นครับผม คุณผู้อ่านสามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้ฟรีเลย จะมีค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อเราอยากเข้าไปชมสถานที่เฉพาะบางแห่ง หรือค่าบริการ ล่องเรือพาย ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณหลักร้อยหยวนต่อลำครับ สามารถหารกันกับเพื่อนๆ ได้สบายมากครับ

สิ่งเดียวที่แต้มอยากกระซิบเตือนคุณผู้อ่านคือช่วงเวลาในการมาเที่ยวครับ ถ้าเป็นไปได้ แต้มแนะนำให้มาในช่วงเช้าตรู่ หรือไม่ก็ช่วงบ่ายคล้อยไปจนถึงเย็นเลยครับ เพราะอากาศจะไม่ร้อนมาก และที่สำคัญคือแสงแดดอ่อนๆ จะถ่ายรูปออกมาสวยละมุนสุดๆ แถมคนยังไม่ค่อยพลุกพล่านด้วยนะครับผม

ท้ายที่สุดนี้ แต้มหวังว่าเรื่องราวการหลีกหนีความวุ่นวายมาพักใจที่เมืองโบราณจูเจียเจี่ยวในวันนี้ จะช่วยเยียวยาจิตใจและเป็นไอเดียให้คุณผู้อ่านอยากลองมาสัมผัสความเงียบสงบแบบนี้ด้วยตัวเองดูสักครั้งนะครับ รับรองว่าจะเป็นวันที่คุณผู้อ่านได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แน่นอนครับผม

นอกจากนี้ คุณผู้อ่านก็สามารถมาพูดคุยกันได้ในช่อง “แสดงความคิดเห็น” ได้เลยนะครับ

แต้มเอง เป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจที่แต้มได้ไปเจอมา ทั้งสถานที่ อาหาร การใช้ชีวิต และเรื่องราวการเรียนอีกสารพัด ฝากกดติดตามด้วยนะครับ