เชื่อว่าหลายคนพอได้ยินชื่อ พระราชวังฤดูร้อน หรือ Summer Palace ก็คงนึกถึงภาพบรรยากาศต้นไม้เขียวชอุ่ม ดอกบัวบานสะพรั่งเต็มสระน้ำใช่ไหมครับ แต่ทริปนี้ แต้ม อยากจะมาชวนมองมุมต่าง เปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวปักกิ่งช่วงหน้าหนาวกันบ้างครับ เพราะที่นี่มีเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่แบบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อผืนน้ำอันกว้างใหญ่กลายเป็นลานน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา บรรยากาศจะโรแมนติกและหนาวจับใจขนาดไหน วันนี้ แต้มเอง จะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักว่า พระราชวังฤดูร้อน (Summer Palace) ในฤดูหนาว ครับผม

ความงามฉบับติดลบ เดินเล่นบนทะเลสาบคุนหมิง

พอเท้าของ แต้ม แตะถึงทางเข้าวัง สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือลมหนาวที่พัดมาปะทะหน้าจนชาไปหมดเลยครับ แต่พอเดินผ่านประตูเข้าไปเห็นวิวตรงหน้า ความหนาวก็แทบจะถูกลืมไปเลย เพราะภาพของ ทะเลสาบคุนหมิง (Kunming Lake) ที่ปกติดูพลิ้วไหว ตอนนี้ได้กลายเป็นแผ่นน้ำแข็งหนาตึ๊บ สะท้อนแสงแดดระยิบระยับสวยงามราวกับภาพวาดเลยครับ แต้มแอบกระซิบเกร็ดความรู้ที่น่าทึ่งให้นิดนึงครับว่า ทะเลสาบกว้างใหญ่ที่กินพื้นที่ถึง 3 ใน 4 ของวังนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาตินะครับ แต่เกิดจากการใช้แรงงานคนขุดขึ้นมาเพื่อจำลองความงามจากทะเลสาบซีหูที่หางโจว ส่วนดินที่ขุดได้ก็นำไปถมเป็นเนินเขาสูงด้านหลังที่ชื่อว่า ภูเขาว่านโซ่ว (Longevity Hill) นั่นเองครับ เรียกว่าเป็นการสร้างสรรค์ที่อลังการสมกับเป็นที่พักผ่อนของจักรพรรดิจริงๆ

สิ่งที่ แต้ม ประทับใจสุดๆ และอยากให้ คุณผู้อ่าน ได้ลอง คือการลงไปเดินเล่นบนพื้นน้ำแข็งครับ ช่วงหน้าหนาวเขาจะเปิดให้เราลงไปเดินถ่ายรูป หรือจะเช่า เลื่อนน้ำแข็ง ไถลไปมาบนทะเลสาบก็ได้ เป็นกิจกรรมที่สนุกและหาทำที่ไทยไม่ได้แน่นอนครับ มองไปรอบๆ ก็จะเห็นฉากหลังเป็น หอฝอเซียง (Tower of Buddhist Incense) ตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาว่านโซ่ว ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าจัดแบบไม่มีเมฆ เป็นภาพที่ แต้ม กดชัตเตอร์รัวๆ แบบหยุดไม่ได้เลยครับ

เดินชมระเบียงหมื่นภาพ ซึมซับประวัติศาสตร์ที่เคยถูกเผาและสร้างใหม่

หลังจากเดินเล่นบนน้ำแข็งจนแก้มเริ่มแดงเพราะความเย็นแล้ว แต้ม ก็ขอหลบลมหนาวขึ้นมาเดินชมความงามของ ระเบียงยาว (Long Corridor) กันบ้างครับ ตรงนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นทางเดินที่มีหลังคาคลุมยาวที่สุดในโลก เลาะเลียบไปตามริมทะเลสาบ ระหว่างที่เดินไป แต้ม ก็เงยหน้ามองภาพวาดบนคานไม้ที่มีเป็นหมื่นๆ ภาพ ทั้งตำนานจีน นก ดอกไม้ ดูเพลินมากครับ แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายที่ลอดผ่านต้นไม้เก่าแก่ไร้ใบลงมา กระทบกับสีแดงและเขียวของตัวอาคาร ให้ความรู้สึกขลังและอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

ขณะเดินชม แต้ม ก็อดทึ่งไม่ได้เมื่อนึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังครับ เพราะความสวยงามที่เราเห็นนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะมาก เดิมทีเริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์จินและหยวน แต่มาขยายใหญ่โตในสมัย จักรพรรดิเฉียนหลง เพื่อฉลองวันเกิดพระมารดา แต่ก็น่าเสียดายที่เคยถูกกองกำลังต่างชาติเผาทำลายในช่วงสงคราม จนกระทั่งในสมัย พระนางซูสีไทเฮา ได้นำงบประมาณก้อนโตมาบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่เพื่อฉลองวันเกิดครบ 60 พรรษาของพระนาง จนกลับมาสวยงามและกลายเป็น "อี้เหอหยวน" หรืออุทยานแห่งความสงบสุข ที่เราได้มาเดินเที่ยวกันในทุกวันนี้นั่นเองครับ เหมือนเรากำลังเดินย้อนเวลาไปในหน้าประวัติศาสตร์เลยครับ

การเดินทางที่แสนง่ายและค่าเข้าชมสุดคุ้ม

สำหรับการเดินทางมาสัมผัสความฟินแบบนี้ แต้ม แนะนำให้ คุณผู้อ่าน นั่งรถไฟใต้ดินปักกิ่ง สาย 4 มาลงที่สถานี Beigongmen แล้วมองหาป้ายทางออก D ได้เลยครับ พอขึ้นมาปุ๊บ เดินตามฝูงชนไปนิดเดียวก็จะเจอประตูทางเข้าทิศเหนือ (North Palace Gate) สะดวกมากๆ ไม่ต้องกลัวหลงเลยครับ ส่วนเรื่องค่าเข้าชมนั้น ช่วงหน้าหนาวแบบนี้ถือเป็น Low Season ซึ่งดีต่อกระเป๋าสตางค์มากๆ ครับ โดยค่าตั๋วเข้าประตูจะอยู่ที่ประมาณ 20 หยวน เท่านั้นเองครับ แต่ถ้ารวมตั๋วเข้าชมสถานที่สำคัญด้านในด้วยก็จะราคาขยับขึ้นอีกนิดหน่อย ซึ่ง แต้ม มองว่าคุ้มค่ามากสำหรับการได้มาเห็นมรดกโลกที่ยิ่งใหญ่และสวยงามในบรรยากาศที่แตกต่างขนาดนี้ครับ

สรุปแล้ว การมาเยือน พระราชวังฤดูร้อน ในช่วงฤดูหนาว ให้ความรู้สึกที่พิเศษและแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงครับ ความเงียบสงบของลานน้ำแข็งกับความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมจีนโบราณ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่ แต้ม อยากให้ คุณผู้อ่าน ได้มาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งนะครับ รับรองว่าจะตกหลุมรักปักกิ่งในมุมมองใหม่แบบที่ แต้ม เป็นอยู่ตอนนี้แน่นอนครับ

นอกจากนี้ คุณผู้อ่านก็สามารถมาพูดคุยกันได้ในช่อง “แสดงความคิดเห็น” ได้เลยนะครับ แต้มเอง เป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจที่แต้มได้ไปเจอมา ทั้งสถานที่ อาหาร การใช้ชีวิต และเรื่องราวการเรียนอีกสารพัด ฝากกดติดตามด้วยนะครับ